ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Jess DeMoDio 

เว็บที่นำเสนองานศิลปะหลากหลายแนว ทั้งความรู้ความบันเทิง รวมทั้งการจำหน่ายสินค้า โมเดลสวยๆ หลากหลายรูปแบบ ที่พิมพ์ด้วยเครื่อง 3D Printer ระบบ DLP และ FDM  พร้อมงานทำสีโมเดล ทำฉาก Diorama ครบวงจร  

 ช่วงเวลาเปิดจำหน่าย : ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2564

เครื่องพิมพ์ระบบเรซิ่น (SLA หรือ DLP)

             SLA หรือระบบ DLP นั้น มีหลักการทำงานเหมือนกัน กล่าวคือ เครื่องระบบนี้จะฉายแสงไปตัวถาดที่ใส่เรซิ่นความไวแสงไว้ (Photo Resin/Photopolymer) เมื่อเรซิ่นถูกแสงจะแข็งตัวเฉพาะจุดที่โดนแสง จึงใช้ หลักการแข็งตัวของเรซิ่นนี้ในการทำชิ้นงานให้เกิดรูปร่างขึ้นมา 
         ระบบ SLA (Stereo lithography) และ DLP (Digital Light Processing) มีความแตกต่างกันที่ ต้นกำเนิดของแสง ระบบ SLA ใช้แหล่งกำเนิดเส้นด้วยแสงเลเซอร์  ดังนั้น เครื่องจะทำการยิงแสงเลเซอร์ไปที่ เรซิ่น โดยวาดเส้นเลเซอร์ไปเรื่อย ๆ  ถ้าต้องการพิมพ์ชิ้นงานขนาดใหญ่จะใช้ระยะเวลาในการวาดนาน ส่วนระบบ DLP นั้นจะใช้โปรเจคเตอร์ DLP Project ฉายภาพ ซึ่งภาพที่ฉายนั้นจะครอบคลุมทั้งเลเยอร์ทำให้ระบบ DLP ใช้เวลาในการพิมพ์น้อยกว่า  และระยะเวลาไม่ขึ้นกับจำนวนชิ้นงานบนฐานพิมพ์เนื่องจากไม่ต้องวาดทีละเส้น



การพิมพ์ระบบเรซิ่นนี้ ส่วนใหญ่เป็นการสร้างชิ้นงานที่มีขนาดเล็ก และต้องการความละเอียดที่สูง จึงเหมาะกับธุรกิจประเภท เครื่องประดับ Jewelry งานหล่อชิ้นส่วนขนาดเล็กในงานอุตสาหกรรมออกแบบ ผลิตภัณฑ์งานโมเดลฟิกเกอร์ หรือแม้กระทั่งงานพระเครื่อง

เครื่องพิมพ์แบบ SLA หรือ DLP นั้น มีหลักการทำงานเช่นเดียวกัน คือ การฉายแสงไปยังเรซิ่นที่ไวต่อแสง และแข็งตัวเมื่อโดนแสงที่ย่านความถึ่เฉพาะตัว ขึ้นรูปจากน้ำเรซิ่น (Photopolymer Resin) เป็นวัตถุแข็งตัว


หลักการทำงานเครื่องพิมพ์ระบบ DLP/SLA นั้น คล้ายกับการ“ปั้นน้ำให้เป็นตัว” โดยส่วนประกอบ หลักของเครื่อง คือ  ถาดใส่น้ำาเรซิ่น  ฐ านพิมพ์ที่เคลื่อนที่ขึ้น-ลง และแหล่งกำเนิดแสง น้ำยาเรซิ่น คือ Photo Sensitive Resin ซึ่งเรซิ่นชนิดนี้ เมื่อถูกแสงที่ความถี่ช่วงประมาณ 360-420nm (แล้วแต่ชนิดของ  Resin จะแข็งตัวที่ความถี่จำเพาะ) เรซิ่นจะแข็งตัวเป็นก้อนพลาสติก  หากฉายแสงทีละชั้นไปเรื่อยๆ  ดังนั้น หลายร้อยหลายพันชั้นก็จะขึ้นรูปออกมาเป็นชิ้นงานที่ฉายในแต่ละชั้น  คือ  Cross Section หรือภาพตัดขวาง ณ ตำแหน่งนั้น ๆ ของวัตถุที่ต้องการพิมพ์นั้นเอง


เนื่องจากเครื่องพิมพ์ระบบ DLP/SLA ใช้แหล่งกำเนิดเป็นแสง   เครื่องจึงสามารถสร้างชิ้นงานได้อย่าง ละเอียดมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่ตัวแหล่งกำเนิดแสง เช่น ความละเอียดของแสง Laser หรือ ความละเอียดของ โปรเจคเตอร์ แต่เครื่องพิมพ์ระบบนี้ ยังมีข้อจำกัดอยู่เช่นกันคือ  สามารถสร้างชิ้นงานได้ในขนาดที่จำกัดโดย ชิ้นงานที่สร้างได้นั้นมีขนาดค่อนข้างเล็กถึงเล็กมาก ซึ่งหลังจากทำการสร้างชิ้นงานแล้วอาจจะต้องมีการฉายแสง ด้วยหลอด UV อีกครั้ง เพื่อให้ชิ้นวัตถุแข็งตัวคงที่

ประเภทของ SLA/DLP 3D Printer

ความแตกต่างของทั้งสองระบบ นั้นอยู่ที่แหล่งกำเนิดแสง แหล่งกำเนิดแสงของ DLP คือ Projector ส่วน SLA แหล่งกำเนิดแสง คือ เลเซอร์

1.   SLA  Printer หรือ Stereo  lithography  เป็นระบบที่มีการใช้งานมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว  ซึ่งใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบ  Laser หลักการทำงานของเครื่อง คือ  การ “วาดเส้น” โดยเครื่องจะมีกระจกที่เคลื่อนที่ได้ ควบคุมตำแหน่งของแสงเลเซอร์ในยิงไปยังจุดต่าง ๆ ของถาดใส Resin ตัวเครื่องนั้นจะมีขนาดเล็กกว่าแบบ DLP

2.   DLP Printer ย่อมาจาก Direct Light Process ซึ่งใช้โปรเจคเตอร์เป็นแหล่งกำเนิดแสง   หลักการทำงานของเครื่อง คือ  “ฉายแสงเป็นภาพ” ดังนั้น  จึงขึ้นรูปในแต่ละชั้นโดยการฉายแสงเพียงครั้งเดียว  แล้วปกติ เครื่องแบบ DLP จะมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องแบบ SLA  เนื่องจากต้องมีพื้นที่ไว้วางเครื่องProjector  แต่ข้อดี คือ เครื่องสามารถพิมพ์ได้รวดเร็วกว่าระบบ SLA เนื่องจากมีการฉายแสงเพียงครั้งเดียวไม่ใช่วาดขึ้นมาเป็นรูป เหมือน SLA บริษัทผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ระบบนี้  เช่น B9Creator, Kudos3D and mUVe3D 

ประเภทของ Rasin สำหรับเครื่อง 3D Printer

Rasin สำหรับ 3D Printer

      3D Printer SLA/DLP  เป็นการพิมพ์จากสารละลายของเหลว ด้วยกระบวนการพิมพ์ SLA (Stereolithography) ซึ่งของเหลวที่ว่านี้ก็คือ “เรซิ่น” 

      เรซิ่น จะประกอบไปด้วย มอนอเมอร์ (Monomer) และโอลิโกเมอร์ (Oligomer) สายโซ่โมเลกุลสั้นๆ ส่วนใหญ่เป็นอะตอมของคาร์บอนและหมู่ฟังชันก์อื่นอีกเล็กน้อย ถ้าถูกทิ้งไว้ในสถานะนี้  เรซิ่นจะยังคงอยู่ในรูปของเหลว


ประโยชน์การใช้งานของ 3D Printer Rasin

     ข้อดี ของ 3D Printer SLA/DLP  คือ มีพื้นผิวที่เรียบเนียน, ให้คุณภาพสูง, เก็บรายละเอียดและลวดลายได้ดี, และอื่นๆ อีกมากมาย

© 2014 Design by Jess DeMoDio