ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Jess DeMoDio 

เว็บที่นำเสนองานศิลปะหลากหลายแนว ทั้งความรู้ความบันเทิง รวมทั้งการจำหน่ายสินค้า โมเดลสวยๆ หลากหลายรูปแบบ ที่พิมพ์ด้วยเครื่อง 3D Printer ระบบ DLP และ FDM  พร้อมงานทำสีโมเดล ทำฉาก Diorama ครบวงจร  

 ช่วงเวลาเปิดจำหน่าย : ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2564

3D Printer คืออะไร?

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว 3D printing หรือการพิมพ์แบบสามมิติถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมซึ่งเป็นการสร้างโมเดลเสมือนจริงหรือการขึ้นรูปชิ้นงาน เครื่องพิมพ์ แบบสามมิติไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีประวัติการพัฒนายาวนานกว่า 30ปีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้วัตกรรมนี้ กลับมา เป็นที่สนใจอีกครั้ง  เพราะมีผู้พยายามพัฒนาเครื่องพิมพ์ 3มิติ ให้เข้าสู่ผู้ใช้ในระดับครัวเรือนมากขึ้น

เครื่องพิมพ์แบบสามมิติถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี .ศ.1984 โดย Charles W. (Chuck) Hull เป็นผู้ออกแบบ เครื่องพิมพ์แบบสามมิติให้กับบริษัท 3D Systems Corporation (Charles Hull เป็นนักประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ 3D ที่ทันสมัยและเป็นผู้ริเริ่มเทคโนโลยีมาตรฐานdefacto)โดยเครื่องพิมพ์สามมิตินี้ถูกตั้งชื่อว่า Stereo lithographic 3D Printer

3D Printer นั้น สามารถสร้างชิ้นงานออกมาเป็นวัตถุที่จับต้องด้  มีความกว้างลึกสูง ไม่เหมือน2D Printer ที่ใช้งานโดยทั่วไปที่พิมพ์หมึกสีลงบนกระดาษ หากพิมพ์ลูกบอลลงบนการกระดาษ  เราจะได้ กระดาษที่มีรูปลูกบอลอยู่  แต่หากเราพิมพ์จาก 3DPrinter ชิ้นงานที่ได้จะเป็นลูกบอลทรงกลมเหมือนของจริง 


        3D Printer ส่วนใหญ่จะใช้หลักการทำงานเดียวกัน คือ พิมพ์ 2 มิติ แต่ละชั้นในแนวระนาบกับพื้นโลก XY ก่อน ส่วนที่พิมพ์ก็คือ ภาพตัดขวาง Cross Section ของวัตถุนั้น ๆ เอง เมื่อพิมพ์ในด้าน 2มิ ติ เสร็จแล้ว เครื่อง 3D Printer จะเลื่อนฐานพิมพ์ขึ้นไปพิมพ์ชั้นถัดไป จากนั้นจะพิมพ์ทับไปเรื่อย ๆ หลายร้อยหลายพันชั้น จนออกมาเป็นรูปร่าง 3มิติ การเลื่อนขึ้นหรือลง (เลื่อนในแนวแกน Z) ของฐานพิมพ์ทำให้เกิดมิติที่ 3 ขึ้น ซึ่งวัสดุ ที่นำมาใช้ในการพิมพ์ชิ้นงานของ 3D Printer นั้น แตกต่างกันออกไปตามประเภทของเครื่องพิมพ์



           โดยปกติแล้วความละเอียดในการพิมพ์ชิ้นงานของเครื่อง 3D Printer จะใช้หน่วยวัดเป็นไมครอน เช่น 100 Micron (0.1mm) ต่อชั้น  ซึ่งหมายความว่าในแต่ละชั้นนั้น จะพิมพ์ให้ขนาดควาสูงประมาณ 0.1mm ดังนั้น หากโมเดลมีความสูง10mm เครื่องพิมพ์จะต้องพิมพ์ทั้งหมด 100 ชั้น หากพิมพ์ที่ความละเอียด 50 Micron (0.050mm) เครื่องจะพิมพ์ทั้งหมด 200 ชั้น ซึ่งความละเอียด 50Micron นั้นทำให้ได้ผลงานที่มีความละเอียด และความสวยงามมากกว่า แต่ต้องใช้ระยะเวลาที่เพิ่มมากขึ้นประมาณเท่าตัว
ไฟล์งานที่ใช้กับเครื่อง 3D Printer นั้น เป็นไฟล์ 3มิติ แทนที่จะเป็นรูปภาพเหมือนในเครื่องพิมพ์บน กระดาษทั่วไป 3D File นี้ อาจสร้างจากโปรแกรม เช่น AutoCAD, Solid Work, 3Ds Max, Zbrush, Maya, SketchUp และ Adobe Photoshop




ประเภทของ 3D Printer

สามารถแบ่งออกได้ตามกระบวนการพิมพ์และวัสดุที่ใช้ดังนี้

1.    ระบบฉีดเส้นพลาสติก FDM (หรือFFF)

 

FDM (Fused Deposition Modeling) หรือ FFF เป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติ ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีจำหน่ายตามท้องตลาดและมีราคาถูก โดยหลักการทำงานคือ การหลอมเส้นพลาสติกให้กลายเป็นของเหลวแล้วฉีดออกมาเป็นเส้นผ่านหัวฉีด (Nozzle)  คล้ายกับปืนกาวที่ใช้กันทั่วไป 

เครื่อง 3D Printer  FDM จะวาดเส้นพลาสติกที่ถูกฉีดออกมา เป็นรูปร่างในแนวแกนระนาบก่อนเมื่อเสร็จชั้นหนึ่งแล้วก็จะพิมพ์ ในชั้นต่อๆไป จนครบหลายร้อย หรือ หลายพัน Layer ก็จะได้ชิ้นงานตามที่ได้ออกแบบไว้

2.    ระบบถาดเรซิ่น(SLA หรือ DLP)

 

SLA หรือระบบ DLP นั้น มีหลักการทำงานเหมือนกัน กล่าวคือ เครื่องระบบนี้จะฉายแสงไปตัวถาดที่ใส่เรซิ่นความไวแสงไว้ (Photo Resin/Photopolymer) เมื่อเรซิ่นถูกแสงจะแข็งตัวเฉพาะจุดที่โดนแสง  จึงใช้หลักการแข็งตัวของเรซิ่นนี้ในการทำชิ้นงานให้เกิดรูปร่างขึ้นมา จนเกิดเป็นชิ้นงานวัตถุที่จับต้องได้ต่อไป

3. ระบบผงยิปซั่ม+สี InkJet  (Powder 3D Printer หรือ ColorJet Printing)

 

      Powder 3D Printer หรือ บางคนติดปากว่าเครื่องพิมพ์ระบบแป้ง เป็นระบบใช้ผงยิปซั่ม เป็นตัวกลางในการขึ้นชิ้นงาน โดยเครื่องจะทำงานคล้ายระบบ Inkjet  แต่แทนที่จะพิมพ์ไปบนกระดาษ เครื่อง จะพิมพ์ลงไปบนผงยิปซั่ม โดยจะพิมพ์สีลงไปเหมือนกัน  ต่างกันที่ระบบจะฉีด Blinder หรือกาวลงไปด้วยใน การผสานผงเข้าด้วยกันเป็นรูปร่าง เมื่อสร้างเสร็จในชั้นหนึ่งเครื่องจะเกลี่ยผงยิปซั่มมาทับเป็นชั้นบางๆ ต่อไป เพื่อเตรียมพร้อมให้เครื่องพิมพ์สีและ Blinder อีกครั้ง 

4.    ระบบหลอมผงพลาสติก ผงโลหะ เซรามิก (SLS)

           ระบบ SLS หรือ Selective Laser Sintering เป็นระบบที่มีหลักการทำงานคล้ายระบบ SLA แต่มีจุด ที่แตกต่างกันคือ วิธีการทำให้เรซิ่นแข็งตัว โดยการฉายเลเซอร์นั้นะบบ SLS จะยิงเลเซอร์ไปโดยตรงบนผวัสดุ ความร้อนจากเลเซอร์ดังกล่าวจะทำให้ผงวัสดุหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน

5.    ระบบ  Poly Jet

     ใช้หลักการเดียวกับเครื่องพิมพ์แบบ Inkjet กล่าวคือ แทนที่จะพ่นแม่สีออกมาบนกระดาษ เครื่อง Poly Jet จะมีหัวฉีดพ่นเรซิ่นออกมาแล้วฉายให้แข็งโดยแสง UV อีกรอบ ทำไปทีละชั้นเรื่อยไปจนมีรูปร่างชิ้นงาน 3มิติ เครื่องระบบนี้จะมีความแม่นยำสูง  แต่มีราคาค่อนข้างแพงเพิ่มขึ้นอีกด้วย

6. LOM  (Laminated Object Manufacturing)

      เป็นการใช้วัสดุที่เป็นแผ่นบางๆ  คล้ายกระดาษ  และมีสารยึดติดที่หน้าหนึ่งของแผ่น  โดยจะดึงวัสดุเข้า สู่เครื่องตัดด้วยเลเซอร์เป็นชั้นต่อชั้นขึ้นไป วัสดุที่จะขึ้นรูปจะอยู่ในกลุ่มของเทอร์โมพลาสติก (พีวีซี)โลหะที่เป็น เหล็ก และไม่ใช่เหล็ก

7. DMLS และ SLM 3D Printing

      Metal 3D Printing (เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ชนิดโลหะ) การพิมพ์ชิ้นงาน 3 มิติ วัสดุที่ใช้พิมพ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่  Polymer แต่ยังมีวัสดุโลหะสำหรับในการใช้พิมพ์ชิ้นงาน 3 มิติได้อีกด้วย การพิมพ์ชิ้นงาน 3 มิติ โดยวิธีการเผาโลหะด้วย  Laser โดยตรงซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ สามารถสร้างชิ้นส่วนได้จากผงโลหะ 

8. FRESH (Freeform Reversible Embedding of Suspended Hydrogels)

      เทคนิคที่ใช้ในการผลิต คือ Freeform Reversible Embedding of Suspended Hydrogels (FRESH) ซึ่งจะทำการผลิตเนื้อเยื่อทีละชั้นในขณะที่มีเจลเป็นส่วนค้ำยันทำให้คอลลาเจนสามารถถคงรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนจะถูกนำออกจากแท่นผลิต

9. Food 3D printing


การพิมพ์อาหาร 3 มิติ    อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบสำหรับวิกฤตความหิวโหยของโลก เครื่องพิมพ์อาหาร 3 มิติ บางรุ่นใช้ไฮโดรคอลลอยด์เป็นวัสดุดิบ

สารเคมีที่มีลักษณะคล้ายเจลนี้ สามารถเลียนแบบอาหารได้ อาหารพิมพ์ 3 มิติ  ที่มีไฮโดรคอลลอยด์อาจรวมถึงส่วนผสมที่ยั่งยืนเช่นสาหร่าย

© 2014 Design by Jess DeMoDio