Siamexotica.com 
                                                                

       

                                  

Username

Password


forget password
Member Registration

                        


อัตราแลกเปลี่ยนเงิน

Shipping & Tracking

Thailand Post'
Track & Trace

 สถิติวันนี้ 184 คน
 สถิติเมื่อวาน 250 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4177 คน
106578 คน
269631 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-12

Page Check
blog search directorypodcast directory

blog directoryAdd url to free web directory 
Subscribe to updates
               

 

 

          การยายพันธุ์ชายผ้าสีดาด้วยวิธีแยกหน่อที่เกิดจากปลายรากนั้น สามารถทำได้กับชายผ้าชนิดที่สามารถแตกหน่อได้เท่านั้น   ชึ่งส่วนมากแล้ว ชายผ้าสีดาเกือบทุกชนิดสามารถแตกหน่อที่ปลายรากได้ ยกเว้น P.Holttumii , P.grande , P.ridleyii, P.superbum ,P.wandae และ P.wallichii ที่ไม่มีการแตกหน่อ ต้องขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะสปอร์ เท่านั้น

   

             การขยายพันธุ์ด้วยวิธีแยกหน่อนี้ สามารถผลิตต้นชายผ้าใหม่ได้ง่ายและ รวดเร็ว   แต่สามารถผลิตได้ในปริมาณที่น้อยกว่าการเพาะจากสปอร์มาก   และเป็นวิธีที่นิยมทำกันเพราะสามารถทำได้ง่ายมาก    ไปดูวิธีทำกันครับ

       ก่อนอื่นต้องเลือกหน่อใหม่ที่ต้องการแยกก่อน ว่าอยู่ตำแหน่งไหน และมีขนาดโตพอที่จะทำการแยกได้รึยัง    โดยหน่อนั้นจะต้องมีขนาดโตพอสมควรและมีรากของตนเองแล้ว โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ ชายผ้าชนิดที่ออกใบชายช้า เช่น หูช้างแอฟริกา   สามารถแยกหน่อได้เมื่อใบกาบโตมากกว่า 2 นิ้ว หรือแหวกดูว่าที่ใต้ใบกาบ มีรากงอกออกมากแล้วรึไม่    ส่วนชายผ้าชนิดที่สามารถแตกใบชายเร็วนั้น ควรรอให้หน่อใหม่นั้นเริ่มมีใบชายสักประมาณ 2 ใบ ขึ้นไป จึงจะสามารถแยกได้โดยปลอดภัย    แต่บางท่านอาจจะเป็นมือโปร ก็อาจแยกได้เมื่อใบกาบมีขนาดแค่ 1 นิ้วหรือ เล็กกว่านั้นได้ครับ     แต่อย่างเราเอาปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า หน่อที่แยกจะตั้งตัวได้เร็วและโตไวกว่า      ในที่นี้จะเลือกหน่อที่แตกออกมามีใบชายแตกออกมา 4 ใบแล้ว ถือว่าแข็งแรง   สามารถแยกได้อย่างปลอดภัยครับ    ต้นที่แยกเป็นลูกผสมระหว่าง P.bifurcatum X P.hillii
         เอามีดเล็กๆ คมๆ เฉือนไปรอบๆ หน่อ โดยให้ห่างจากหน่อพอประมาณ และให้มีเนื้อของเครื่องปลูกเดิมติดมาด้วย หากจุดที่แยกมีพื้นที่จำกัดก็พยายามเฉือนให้ได้เนื้อเครื่องปลูกเดิมให้มากที่สุด โดยอาจจะเฉือนเป็นรูปลิ่มสามเหลี่ยมก็ได้ หรือเฉือดแค่พอใช้มือดึงหน่อออกมาได้ก็จะดีครับ เพราะปลายรากอ่อนที่แผ่ออกไปจะไม่ถูกมีดตัดขาด  ทำให้ไม้มีโอกาสตั้งตัวได้เร็วขึ้นครับ

        ดึงหน่อที่เฉือนไว้ออกมาจากต้นแม่

 

          ลักษณะของหน่อที่แยกออกมา พร้อมทำการปลูก   หากต้องการให้รากแตกไวขึ้นก็นำไปแช่ในยาเร่งราก เช่น Root Grow  หรือ B1 ผสมน้ำครึ่งหนึ่งจากสัดส่วนที่ระบุไว้ ประมาณ 5 นาที แล้วผึ่งไว้

 

 

     การปลูกนั้นเราสามารถปลูกได้ 2 แบบ คือ ปลูกบนแผ่นรากชายผ้าสีดา ที่เขามีวางขายเอาไว้ปลูกพวกต้นกล้วยไม้ ซึ่งบางแห่งอาจจะหายากหน่อย กับปลูกลงในกระเช้าพลาสติกที่ใช้ปลูกต้นกล้วยไม้ อีกนั่นแหล่ะ อันนี้หาได้ง่าย   อุปกรณ์อีกอย่าง ที่ต้องเตรียมไว้คือลวดอ่อนๆ แต่ที่นิยมกันเป็นเส้นสายโทรศัพท์ที่ สามารถหาซื้อ ได้ตามร้านขายอุปกรณ์การเกษตรทั่วไป เพราะมีพลาสติดหุ้มอยู่ กันต้นไม้ช้ำได้ดี หรืออาจจะใช้เชือกฟางพลาสติกก็ดีเหมือนกัน  ราคาถูก รัดแรงๆ เท่าไรใบกาบจะไม่ชอกช้ำ  แต่ดูไม่สวยงามเพราะมองเห็นได้ชัดสะดุดสายตา แต่เมื่อใบกาบใหม่ออกมาคลุมมิดเมื่อไร ความสวยงามก็จะตามมาเองครับ  หรือบางท่านอาจจะลงทุนมากหน่อยใช้เชือกสายเอ็นใสที่ใช้ตกปลานำมามัดแทน ก็จะมองไม่ค่อยเห็นเชือกครับ
     การปลูกติดกับแผ่นรากชายผ้าสีดา วิธีนี้ทำได้ง่ายมากๆ นำแผ่นชายผ้าที่หนาพอประมาณมาตัดให้ได้ขนาดกับหน่อ (ซึ่งปกติแผ่นชายผ้าที่วางขายกันนั้น เขาจะตัดมาเป็นแผ่น บางๆ อยู่แล้ว)

     นำหน่อที่แยกมาติดกับแผ่นรากชายผ้าที่ตัดไว้ ซึ่งก่อนติดนั้น ควรดูที่ตายอดก่อนว่าอยู่ข้างบนหรืออยู่ล่าง ควรวางให้ตายอดให้อยู่ข้างบนเสมอ แล้วนำลวดอ่อน หรือสายโทรศัพท์ หรือเชือก มัดหน่อให้ติดแน่น กับแผ่นรากชายผ้า แล้วรดน้ำหรือชุบน้ำให้ชุ่ม

 

 

      จากนั้นก็เขียนชื่อชนิดพันธุ์ที่แยกติดไว้กับต้น เพื่อนานไปจะได้ไม่ลืมหรือ สับสน แล้วนำลวดแข็งๆ ร้อยที่หัวแผ่นรากชายผ้าแล้วนำไปแขวนเลี้ยงต่อไป

      สำหรับ ข้อด ของการเลี้ยงด้วยแผ่นชายผ้าคือ รากสามารถเดินได้ดี มีความชุ่มชื้นพอดี ระบบรากไม่ค่อยเสีย สามารถให้หน่อใหม่ได้ไวเมื่อความชื้นสม่ำเสมอ   และสามารถแยกหน่อที่เกิดขึ้นมาใหม่ได้ง่าย   ข้อเสีย คือ แผ่นรากชายผ้าจะแห้งเร็ว ต้องมั่นดูแลรดน้ำบ่อยๆ และเมื่อแห้งแล้วต้องใช้เวลารดน้ำนาน ๆ จึงจะชุ่มพอ

    การปลูกใส่กระเช้ากล้วยไม้    เหมาะสำหรับกรณีที่ไม่มี แผ่นชายผ้าสีดา จึงใช้วัสดุอื่นปลูกแทน ซึ่งก็ได้ผลดีเช่นกัน เช่น กาบมะพร้าวสับแช่น้ำ สแป็กนั่มมอส เป็นต้น    ส่วนที่ใช้ปลูกในตัวอย่างนี้เป็นเศษรากชายผ้ากับสแป็กนั่มมอส     นำหน่อที่แยกไว้วางตรงกลางกระเช้า โดยให้ตายอดอยู่ ข้างบนเสมอ สำหรับหน่อที่มีแต่ใบกาบอย่างเดียว อาจจดูยากหน่อย โดยเฉพาะหน่อที่มีขนาดเล็กๆ โดยให้สังเกต ปลายใบกาบเป็นหลัก ปลายใบกาบชูตั้งขึ้นไปทางไหน ทางนั้นคือตายอดอยู่ข้างบน   ในตัวอย่างเป็นหน่อของ หูช้างแอฟริกา (P.elephantotis)  

 

 

       จากนั้นก็รัดด้วยลวดอ่อน หรือสายโทรศัพท์ หรือเชือก ให้ติดแน่น (ไม่ต้องกลัวว่าใบกาบจะช้ำ หรือเป็นรอย เพราะเมื่อใบกาบใหม่แตกออกมา ก็จะกลบทับเชือก ลวดนั้นไปเอง หรืออาจจะเปลี่ยนมาใช้เชือกฟางพลาสติกแทนก็ได้) จากนั้นก็ติดป้ายชื่อ แล้วแขวนเลี้ยงต่อไป

       สำหรับ ข้อดี ของการปลูกด้วยวิธีนี้คือ ง่าย และสะดวกในการหาวัสดุปลูก มีเครื่องปลูกปริมาณที่มาก ความชื้นสะสมสูงทำให้หน่อเจริญเติบโตได้ดี ไม่ต้องรดน้ำบ่อยๆ ข้อเสีย เมื่อมีเครื่องปลูกมากความชื้นสูงจะทำให้ ระบบรากเน่าได้ จึงควรระวังให้ดี โดยเฉพาะเครื่องปลูกที่ใช้สแป็กนั่มมอส ที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ไว เก็บความชื้นได้นาน จึงไม่สมควรรดน้ำบ่อยๆ และเมื่อเกิดหน่อใหม่แล้วทำการแยกยากเนื่องจากติดกระเช้า

 

          สำหรับการเลี้ยงจะเป็นการวางหงายหรือแขวนแบบตะแครง ก็แล้วแต่จุดประสงค์หรือความต้องการของผู้เลี้ยง    แต่สำหรับผมแล้วแนะนำให้เลี้ยงแบบแขวนตะแครงดีกว่า เพราะตามธรรมชาติของชายผ้าสีดามักจะอาศัยเกาะอยู่บนต้นไม้ในลักษณะห้อยตะแครง โดยเฉพาะชนิดที่มีใบชายที่ต้องห้อยลง เช่น P.holttumii , P.coronarium, P.willinckii เป็นต้น ซึ่งจะมีใบกาบตั้งขึ้นเป็น ตะกร้า หากเรานำมาเลี้ยงแบบหงายขึ้นนั้น ใบกาบใหม่ที่ออกมาจะชี้ขึ้นตรงๆ ผิดรูปร่าง เมื่อจะนำมาปลูกแบบตะแครงในภายหลัง ใบกาบใหม่จะถูกใบกาบเก่าดันออกไปตามใบกาบเดิมอีก ทำให้มีลักษณะไม่สวยงาม วิธีแก้ไข ด้วยการมัดหรือตัดปลายใบกาบเก่าที่ยื่นออกมานี้ออกให้หมด เพื่อไม่ให้บังใบกาบใบใหม่ที่งอกออกมา

 

 

 

 
 
Siam Exotica Plants
69/10 Moo 5 Wongdeuan Village
Sattahip  Chonburi Thailand 20180  
 International +66084-5538006 (Jess) 
Copyright (c) 2006 by Siam Exotica Plants