SIAMEXOTICA.COM Slogan slogan slogan
Simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simle
***Note: Right click here. And select for Edit header image ***
Search

Main Menu
Counter
 สถิติวันนี้ 177 คน
 สถิติเมื่อวาน 552 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
8307 คน
122245 คน
802964 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-12

Link
My marquee text
Welcome to Website .........
 

สภาพแวดล้อมอย่างไร จึงจะเหมาะสำหรับการเลี้ยงพืชกินแมลง ?

         นับเป็นปัญหาหนึ่งสำหรับมือใหม่ หรือผู้เริ่มต้นสนใจที่จะเลี้ยงต้นไม้กินแมลง   ซึ่งมีอยู่หลายประเภทให้เลือกเลี้ยงได้ตามความพอใจ   แต่ช้าก่อนครับ .... ก่อนที่จะตกลงปลงใจรักชอบพอกับไม้กินแมลงชนิดไหน  ขอให้ท่านได้ศึกษาธรรมชาติของไม้กินแมลงแต่ละชนิดให้ดีซะก่อน  เพื่อจะได้ไม่ต้องนำมาเลี้ยงแบบลองผิดลองถูก ซึ่งไม้ที่เราซื้อหามาด้วยราคาแสนแพงจะอยู่กับเราไม่ได้นาน  ซึ่งจะทำให้เกิดความท้อแท้ ถอดใจเลิกเลี้ยงไปเลย  เพราะต้นไม้กินแมลงนั้นในธรรมชาติเกิดขึ้นกระจายตัวอยู่ในส่วนต่างๆ ของโลก  ที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างกัน ฉะนั้นเราจึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่บ้านด้วยว่าเหมาะสมรึไม่  โดยเริ่มเลี้ยงจากประเภทง่ายๆ ก่อน เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง(Nepenthes  จากนั้นค่อยไปเลี้ยง ซาราซิเนีย(Sarracenia)   และกาบหอยแครง (Dionaea)  สำหรับปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนการเลี้ยง มีดังนี้  น้ำ  ความชื้น   แสงแดด   อุณหภูมิ   วัสดุปลูก

                           

น้ำ

Water

การรดน้ำ

 

     น้ำนับเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของพืชทุกชนิด  โดยเฉพาะกับพืชกินแมลง  จะต้องเป็นน้ำที่สะอาด ไม่มีเกลือแร่ปะปนอยู่   เพราะพืชต้องใช้น้ำลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในกระบวนการของพืช เปรียบเสมือนน้ำเลือดของสัตว์ หากขาดน้ำกระบวนการต่างๆ ของพืชจะหยุดชะงัก จนถึงตายได้ถ้ามีการขาดน้ำนาน ๆ สำหรับพืชกินแมลงทุกประเภทต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงกับแฉะมาก จนไม่เวลาแห้ง และมีบางประเภทที่อาศัยอยู่ในน้ำหรือมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่เสมอ เช่น สาหร่ายข้าวเหนียว (Utricularia) และ Aldrovanda

        ดังนั้น ผู้เลี้ยงพืชกินแมลงควรดูแลเรื่องน้ำของพืชกินแมลงทุกวัน ยกเว้น วันที่มีฝนตกที่มากเพียงพอที่เครื่องปลูกเปียกชื้นก็ไม่ต้องให้เพิ่มอีก

          การพิจารณาว่าการรดน้ำมากน้อยหรือบ่อยครั้งเพียงใดขึ้นอยู่กับ ปัจจัย 2 ประการคือ

  1. วัสดุที่ใช้เป็นเครื่องปลูกมีความอุ้มน้ำได้ มากน้อยเพียงได้ หากวัสดุอุ้ม น้ำได้มากก็รดน้ำให้น้อยลง
  2. ปริมาณของแสงแดด หากสถานที่เลี้ยงได้รับแสงมาก การรดน้ำต้องมากขึ้น เพราะวัสดุปลูกจะแห้งเร็ว ถ้าหากมีแสงน้อยปริมาณน้ำที่รด ควรจะน้อยลง

      น้ำที่ใช้รดควรเป็นน้ำฝน หรือน้ำสะอาด ส่วนน้ำบาดาล ก่อนใช้ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่ามีปริมาณเกลือแร่มากน้อยเพียงใด  หากมีปริมาณเกลือแร่หรือเป็นน้ำกร่อยๆ  โดยการชิมดูแล้วมีรสกร่อยๆ กระด้างๆ ไม่เหมือนน้ำบริสุทธิ์ ก็ควรเลิกคิดที่จะเลี้ยงต้นไม้กินแมลงไปได้เลย  เพราะมีแต่ตายหมดอย่างเดียว  แต่หากคิดจะเลี้ยงจริงก็ต้องซื้อหรือหาน้ำสะอาดมาใช้รดดีกว่าครับ  แต่ก็คงจะไม่เหมาะสำหรับการเลี้ยงในปริมาณมากๆ    ถ้าเป็นน้ำปะปาควรรอง ทิ้งให้คลอรีนระเหยหมดไปก่อน (ประมาณ 3 วัน) จึงจะนำมา รดได้ เพราะพืชกินแมลงบางประเภทมีความไวต่อสารเคมี เช่น กาบหอยแครง(Dionaea)

ความชื้น

Humidity

โอ่งน้ำ

กลิ่นไอความชื้น

ความชื้นนี้ไม่ใช่ความชื้นของวัสดุปลูก แต่หมายถึง ความชื้นในบรรยากาศบริเวณที่ใช้ปลูกเลี้ยงพืชกินแมลง นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่มีผลต่อการปลูกเลี้ยงพืชกินแมลง เนื่องจากในธรรมชาติถิ่นที่อยู่ของพืชกินแมลงจะอาศัยอยู่ตามที่ชื้นแฉะหรือเป็นหนองน้ำ หรือใกล้ๆ แหล่งน้ำในป่า  ทำให้สภาพแวดล้อมมีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง เมื่อเรานำมาปลูกเลี้ยงเราต้องรู้จักเลียนแบบธรรมชาติของมัน ให้ใกล้เคียงกับสภาพถิ่นที่อยู่เดิมของมัน ซึ่งส่วนใหญ่ความชื้นสัมพัทธ์นี้มีผลกับการเลี้ยง เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) หากได้รับความชื้นไม่เพียงพอจะไม่สร้างหม้อ หรือหม้อจะฝ่อไม่เติบโต หรือหม้อจะแคระเล็กนิดเดียว ฉะนั้นเพื่อให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี ความชื้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 60 - 70%

แล้วจะทำอย่างไร หากสถานที่เพาะเลี้ยงมีความชื้นไม่เพียงพอ

  1. สถานที่เพาะเลี้ยงหรือที่ตั้งกระถางควรเป็นที่อับลม หรือบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อไม่ให้ลมพัด พาเอาไอน้ำในอากาศไปอย่างรวดเร็ว หากสถานที่ตั้งหาที่อับลมไม่ได้ คงจะต้องลงทุนทำโรงเรือนขนาดย่อม ๆ หรือจะทำเป็นขนาดใหญ่ ๆ ไปเลย หากต้องการเลี้ยงไม้จำนวนมาก และมีทุนเพียงพอ โรงเรือนนี้ให้ขึงโดยรอบด้วยพลาสติกใส หรือพลาสติกซาแลน (หากมีลมไม่แรงนัก) เพื่อกั้นทิศทางของลม ส่วนที่พื้นควรมีแหล่ง กักเก็บความชื้นด้วย
  2. สร้างแหล่งกักเก็บเพิ่มความชื้นในอากาศ คือการหาวัสดุที่ช่วยเพิ่ม พื้นที่ในการเก็บความชื้นในอากาศให้มากขึ้น เช่น

การปูพื้นด้วยอิฐมอญ โดยใช้ทรายหยาบรองพื้นหนา ประมาณ 1 - 2 นิ้ว แล้วปูทับด้วยอิญมอญ เพื่อช่วยกักเก็บน้ำไว้ ตอนที่เรารดน้ำ อิฐจะดูดซับน้ำเอาไว้ แล้วระเหยขึ้นมาเป็นการ เพิ่มความชื้นได้อย่างดี ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมทั่วไป

การใช้ตุ่ม/โอ่งใส่น้ำ/อ่างน้ำพุ     มาวางไว้บริเวณนั้น น้ำในภาชนะจะระเหยออกมาเพิ่มความชื้นได้

การปลูกพืชจำพวกเฟิร์นรอบ ๆ บริเวณนั้น    เพราะพืชเหล่านี้จะ ช่วยการคายน้ำได้มาก

 

แสงแดด

Light

Image Hosted by ImageShack.us

แสงแดดมีผลต่อการปลูกเลี้ยงพืชกินแมลงมาก หากไม่รับแสงน้อย พืชจะอ่อนแอเจริญเติบช้า ทำให้สีของพืชกินแมลงซีดจางไม่เข้มตามสายพันธุ์ปกติ ทำให้วัสดุปลูกแห้งช้า ระบบรากเปียกแฉะเป็นเวลานาน พาลเกิดโรครากเน่าทำให้ตายได้

ในพืชที่มีการพักตัว เช่น กาบหอยแครง(Dionaea) ความยาวของแสงในแต่ละวันก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการสั่งพักตัวของพืชด้วย ซึ่งในฤดูหนาว กลางวันจะสั้นกว่ากลางคืนทำให้กาบหอยแครง(Dionaea) จะพักตัวช่วงฤดูหนาว

แสงแดดที่พืชกินแมลงได้รับตั้งแต่ 50% - 100% โดยใช้พลาสติซาแลนช่วยกรองแสง

หากเป็นไม้ต้นยังอ่อนหรือยังเล็กอยู่หรือไม้ปักชำ ควรจะค่อย ๆ ปรับการรับแสง ตั้งแต่น้อยๆ ไปจนถึง 50% - 100% ตามลักษณะความต้องการแสง มากน้อยของพืชกินแมลงแต่ละ ประเภท

อุณหภูมิ

     อุณหภูมินี้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ระดับความสูงในธรรมชาติของพืชกินแมลงที่อาศัยอยู่ ก่อนนำพืชกินแมลงประเภทใดมาเลี้ยง ควรจะศึกษาก่อนว่าพืชกินแมลงประเภทนั้น หรือสายพันธุ์นั้น เป็นพืชที่เกิดอยู่ในระดับความสูงเท่าใด มีอุณภูมิอยู่ช่วงใด สามารถนำมาเลี้ยงในบ้านเราได้ไหม

      โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งประเภทของพืชกินแมลง โดยเฉพาะ หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

  1. Lowland คือ กลุ่มที่กำเนิดในระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลลงมา หรือมีอุณหภูมิตอนกลางวัน ตั้งแต่ 80-95  F หรือ 27-35  C และกลางคืน ตั้งแต่ 70-80 F หรือ 21-27 C
  2. Highland คือ กลุ่มที่กำเนิดในระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป หรือมีอุณหภูมิตอนกลางวัน ตั้งแต่ 70-85  F หรือ 21-29  C และกลางคืน ตั้งแต่ 50-65 F หรือ 12-18  C

วัสดุปลูก

กาบมะพร้าวสับ

กาบมะพร้าวสับ (Pieces of Coconut)

ขุยมะพร้าว

ขุยมะพร้าว (Coconut Peat)

ทรายน้ำจืด

ทรายน้ำจืด(Send)

 วัสดุปลูกก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้พืชเหล่านี้เติบโต ซึ่งแต่ละคนจะใช้วัสดุปลูกแตกต่างกันตามละจะสามารถหาได้ง่าย ตามท้องถิ่น แต่ทุกสูตรก็จะเน้นวัสดุสำหรับปลูกเลี้ยงสำหรับ พืชกินแมลงซึ่งเติบโตในวัสดุที่ขาดแคลนธาตุอาหาร หรือมีธาตุอาหารน้อย มีลักษณะโปร่ง ระบายน้ำได้ดี และสามารถเก็บความชื้น ได้ดี ซึ่งพืชกินส่วนใหญ่มักจะมี แหน่งกำเนิดอยู่บริเวณที่ดินเป็นกรดอ่อน

วัสดุปลูกที่นิยมใช้

  1. กาบมะพร้าวสับ (Coconut Shell) สามารถดูดซับน้ำ และความชื้นได้ดี โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี ก่อนนำไปใช้ควรแช่น้ำ ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ (แล้วมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อย) เพื่อให้สารยับยั้งไม่ให้ต้นไม้ ออกรากออกมา (น้ำที่แช่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง)
  2. ขุยมะพร้าว (Coconut Peat) สามารถดูดซับน้ำได้ดี ราคาถูก ใช้แทนพีทมอสได้ แต่ผุเร็วกว่า ก่อนใช้ควรแช่น้ำ และบีบน้ำออกให้มาดก่อนนำไปใช้
  3. ทราย (Send) ช่วยทำให้วัสดุปลูกโปร่งขึ้น ควรเลือกใช้ทรายหยาบ
  4. พีทมอส (Peat Moss) วัสดุปลูกมีสภาพเป็นกรดอ่อน และไม่ผุพังเร็วสามารถอยู่ได้นาน ประมาณ 2 ปี ใช้แทนขุยมะพร้าว ข้อเสียคือเครื่องปลูกจะแฉะมาก ควรใช้ผสมน้อย ๆ แต่ยังมีนักปลูกเลี้ยงหลายท่านยังนิยมใช้เป็นวัสดุปลูก
  5. สแป็คนั่มมอส (Sphagnum Moss) เป็นวัสดุปลูกที่สามารถดูดซับน้ำ ไว้ได้มาก และระบายน้ำได้ดีเยี่ยม และมีราคาแพง แต่บางครั้งสามารถทำให้ไม้ตายได้ เพราะดูดซับน้ำไว้จนแฉะมาก หรือบางครั้งก็แห้งมากเกินไปจนต้นไม้ขาดน้ำ ซึ่งไม้ Highland ส่วนมากมักชอบขึ้นบนวัสดุนี้ในธรรมชาติ
  6. เพอร์ไลท์ (Perlite) มีคุณสมบัติเหมือนทราย มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ ช่วยให้เครื่องปลูกโปร่ง และผิวที่ไม่เรียบช่วยให้รากจับยึดได้ดี
  7. วัสดุอื่น ๆ เวอร์มิคูไลท์ (vermiculite) แกลบสด ขี้เถ้าแกลบ ไฮโดรตรอน หินภูเขาไฟ (lava rock) เปลือกถั่ว ฯลฯ มักจะใส่เพื่อเพิ่มความโปร่งให้กับระบบราก

    นำวัสดุที่เลือกใช้นำมาผสมกัน ส่วนจะใช้อะไรมากน้อยเท่าไรก็แล้ว แต่สูตรของแต่ละท่านนะ แต่เน้นให้โปร่งระบายน้ำได้ดี จะเห็นว่าวัสดุ ที่ใช้ปลูกพืชกินแมลงนั้นจะไม่ใช้ดินเป็นส่วนผสมเลยครับ ฉะนั้นการ เพาะเลี้ยงไม้กินแมลงนอกจากท่านจะลงทุนกับสายพันธุ์ไม้แล้วท่านจะ ต้องลงทุนกับเครื่องปลูกมากกว่าต้นไม้ อย่างอื่น

พีทมอส (Peat Moss)  |

สแป็คนั่มมอส (Sphagnum Moss) |
เพอร์ไลท (Perlite) |
เวอร์มิคูไลท์ (vermiculite)

แกลบสด |
ขี้เถ้าแกลบ |
ไฮโดรตรอน | 
หินภูเขาไฟ (lava rock) |
เปลือกถั่ว
<<โลกขอต้นไม้กินแมลง (The Carnivorous Plants)

Aldrovanda    |  Brocchinia   |      Byblis    |       Catopsis   |       Cephalotus   |   Darlingtonia  |    Dionaea  |   Drosera  |    Drosophyllum  |   Genlisea  |   Heliamphora  | Ibicella  |  Nepenthes  Paepalanthus  | Pinguicula  |  Proboscidea  Roridula  | Sarracenia  Triphyophyllum  | Utricularia 

Go  to  Top

     


More


Copyright (c) 2006 by Siam Exotica Plants